วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

กฎหมายเกี่ยวกับบัญชี



                                               อาจารย์ วิโรจน์ สถาปนิกกุล
                                                 080-609-1635

กฎหมายเกี่ยวกับบัญชี
ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่สามารถยกมาเป็นข้ออ้างในการกระทำความผิดได้หลายๆ ครั้งเรามักจะพบว่าเรากระทำความผิดตามกฎหมายโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากเนื้อหาของกฎหมายมีมากมายไม่วาจะเป็นกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่นที่ประชาชนคนหนึ่งคงทราบว่ามีกฎหมายอะไรบ้างที่ต้องรับรู้ หรือปฏิบัติให้ถูกต้องตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบธุรกิจหรือเจ้าของกิจการควรจะต้องทราบว่า อะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเอง กฎหมายที่มักจะมีปัญหาที่ทำให้เจ้าของกิจการส่งมากไม่ทราบหรือทราบแต่ไม่ ทั้งหมดก็คือ กฎหมาย บัญชี ซึ่งปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับบัญชีมีอยู่ 3 ฉบับด้วยกัน คือ
1.พระราชบัญญัติการสอบบัญชี พ.ศ.2505
2.พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543
3.พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ.2547
ประวัติต้องการเปิดบริษัทธุรกิจส่งออกดอกไม้ประดิษฐ์ไปขายยังต่างประเทศ ประวัติมีความรู้ในการทำดอกไม้ประดิษฐ์ที่ผ่านการอบรมและการให้คำแนะนำจาก หน่วยงานของทางราชการเป็นอย่างดี
เมื่อประวัติ เปิดบริษัทได้แล้ว ประวัติรู้ดีว่าจะต้องมีการจัดทำบัญชีและเสียภาษีอากร ประวัติใช้วิธีการจ้างพนักงานบัญชีเข้ามาทำจัดทำบัญชีฝ่ายบัญชีของประวัติมี อยู่ 4-5 คนด้วยกัน ดูแลทั้งบัญชี การเงิน และภาษีอากร
ประวัติเข้าใจว่าเมื่อให้ฝ่ายบัญชีของบริษัทจัดทำบัญชีได้แล้ว ประวัติก็ไม่ต้องสนใจมากนักไม่ต้องรับผิดชอบงานบัญชี หรือภาษีอากร เพราะได้มอบหมายให้ฝ่ายบัญชีได้จัดทำให้แล้ว
แต่หากประวัติมีความรู้ในกฎหมายบัญชีประวัติก็จะพบว่าหน้าที่ของประวัติมี มากกว่านักบัญชีที่ประวัติ จ้างมาอีก เพราะพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 ซึ่งบังคับใช้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2543 ได้กำหนดให้ผู้รับผิดชอบในการจัดทำบัญชีของกิจการคือเจ้าของกิจการ ซึ่งกฎหมายเรียกว่า”ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี”แต่หากเป็นนักบัญชีกฎหมายเรียก ว่า”ผู้ทำบัญชี”
ดังนั้นตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2543 ได้กำหนดให้เจ้าของกิจการหรือผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีจะต้องมีหน้าที่ตามกฎหมายดังต่อไปนี้
1.การเริ่มจัดทำบัญชีองธุรกิจ ประวัติจะต้องจัดทำบัญชีตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
2.จัดทำบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด คือ บัญชีรายวัน บัญชีแยกประเภท บัญชีสินค้า และบัญชีแยกวันและแยกประเภทอื่น
3.ส่งมอบเอกสารประกอบการลงบัญชีให้แก่”ผู้ทำบัญชี”ให้ครบถ้วนเพท่อบัญชีที่จัดทำสามารถแสดงฐานการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการได้
4.จัดให้มีการปิดเปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือนนับตั้งแต่วันที่เริ่มทำ
5.จัดทำงบการเงินและยื่นงบการเงินให้กับกระทรวงพาณิชย์ภายใน 5 เดือนนับแต่วันเปิดบัญชีในกรณีที่กิจการเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทเอกชนให้ ยื่นภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่วันที่งบการเงินได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งงบการเงินดังกล่าวต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นจากผู้ตรวจสอบ บัญชีรับอนุญาต
6.การเก็บรักษาบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ ณ สถานประกอบการหรือสถานประกอบธุรกิจหากเก็บไว้ที่อื่นก็ต้องแจ้งกระทรวง พาณิชย์ และเก็บรักษาไว้ไม่น้อยกว่า
5 ปี
7.กรณีบัญชีและเอกสารสูญหายจะต้องแจ้งกระทรวงพาณิชย์ภายใน 15 วันนับจากวันที่สูญหาย
8.กรณีที่เลิกประกอบูรกิจจะต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารให้กระทรวงพาณิชย์ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ
9.จัดให้มี “ผู้ทำบัญชี” ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมาย
การที่ประวัติจะทำธุรกิจความรับผิดชอบของประวัติหรือเจ้าของกิจการที่อยู่ 9 ประเด็นดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า หากมองเผินๆ น่าจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายบัญชี
แต่โดยกฎหมายแล้วถือว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าของกิจการ หรือ “ผู้ที่มีหน้าที่จัดทำบัญชี” ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543
หากประวัติไม่ทราบกฎหมายก็มีบทลงโทษตั้งแต่ปรับหรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งประวัติจะอ้างว่าไม่ทราบข้อกกหมายย่อมฟังไม่ขึ้น นี่แหละครับหน้าที่ของเจ้าของกิจการ
ไปรอด ไปลอด : ขอบเขตธุรกิจที่ต้องกำหนด
กองทัพเยอรมันสมัยฮิตเลอร์เป็นผู้นำตีเมืองใดก็ชนะเมืองนั้นแต่เนื่องจาก หวังตีทุกเมืองให้ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ครอบครองโลก แต่ก็ต้องมาพ่ายแพ้ที่รัสเซีย เพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย และความอ่อนล้าของกองทัพ เมื่อเปรียบกับผู้ประกอบการที่มีแต่คำว่าขยายกิจการ เพิ่มประเภทธุรกิจ ขยายอาณาเขตกินแดนไปหลายธุรกิจไม่คิดจะหยุด เราจึงพบเห็นผู้ประกอบการบางรายที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจหนึ่ง แต่ประสบความล้มเหลวในอีกหลายธุรกิจจนกระเทือนธุรกิจหลักให้พลอยย่ำแย่ไป ด้วย สาเหตุสำคัญคือผู้ประกอบการท่านนั้นมิได้กำหนดขอบเขตธุรกิจที่จะทำจึงได้ ขยายธุรกิจอย่างไร้ขอบเขตไม่สิ้นสุด
ผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า "ธุรกิจที่ขยายกิจการเติบใหญ่ และเติบโตในหลายประเภทธุรกิจ ผู้รู้จะกำหนดขอบเขตธุรกิจว่าจะคงธุรกิจหลัก ธุรกิจที่ดีมีอนาคตไว้ นอกนั้นให้ขายออกไปได้ราคาเมื่อธุรกิจยังดูดี ดูได้ หรือยังไม่ถึงกับย่ำแย่จนไร้ค่า ก็จะรักษาความยิ่งใหญ่ของธุรกิจไว้ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป"
หรือ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง "ผู้รู้จักเลิกก่อนในเรื่องที่ไม่ชำนาญ หรือ เห็นท่าอนาคตจะไปไม่รอดก็จะเอาตัวรอดได้ ถ้ารอจนถึงเวลาแย่แล้วก็คงไม่มีใครสนใจรับซื้อกิจการ หรือ ขายก็ไม่ได้ราคาเสียแล้ว"
ขอบเขตธุรกิจที่จะทำ จึงเป็นเรื่องที่ควรกำหนดตั้งแต่ต้นในการวางแผนธุรกิจก่อนลงมือทำ ดังนั้นคำถามแรกที่พึงถาม คือ " ธุรกิจอะไรที่เข้าไปทำ " ในขณะที่ข้อเท็จจริงมีบุคคลหรือผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่มักจะถาม " จะทำธุรกิจอะไรถึงจะดี " คำถามกลับก่อนที่จะตอบ คือ คุณรู้เรื่องอะไรมาบ้างในความเป็นผู้ประกอบการ มีความสนใจ ความรู้ เรียนรู้ รอบรู้ มีความชอบ ความถนัด ความชำนาญ ประสบการณ์ในเรื่องใดบ้าง หากคำตอบที่ได้กลับมาคือ ยังไม่รู้อะไรเลย
คำตอบสำหรับบุคคลนั้นหรือผู้ประกอบการนั้นก็คือ ยังไม่ควรทำธุรกิจอะไร เพราะโอกาสล้มเหลวสูง ดังนั้นผู้ที่จะก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ประกอบการ ควรมีการเตรียมความพร้อมในความเป็นผู้ประกอบการ ดังที่ผมได้เคยกล่าวไว้แล้ว คือ ความพร้อม 33555 ได้แก่ 3 เตรียม (ใจ กาย สมอง) 3 นัก (คิด บริหาร พัฒนา) 5 เก่ง (แผน ตลาด งาน คน เงิน) 5 ยุทธ์ศาสตร์ (ทำสิ่งที่ถนัด ชำนาญเฉพาะทาง รวมตัวผู้ประกอบตลอดสาย โปร่งใสข้อมูล ปรับแผนธุรกิจเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน) 5 ความพร้อม * สมดุลในเรื่องของขนาดธุรกิจที่ทำ ทุนที่มี เครดิตที่ได้ เทคโนโลยีที่ใช้ และคนที่มีความสามารถ *สร้างสรรค์ จินตนาการ ยึดมั่นเป้าหมาย มานะพยายาม *ได้เปรียบ สามารถ กว้างขวาง *มองการณ์ไกล ไม่หยุดนิ่ง วิ่งคบหา *ทีมงานดี มีกำไรชอบธรรม แบ่งปันครบถ้วน เมื่อท่านมีความพร้อม ก็ควรคำนึงถึง ปัจจัย 4 ประการที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะระบุขอบเขตที่จะทำดังนี้:- 1. ลูกค้า : ใครคือลูกค้า 2. คู่แข่ง: ใครคือคู่แข่งหลัก คู่แข่งรอง 3. ต้นทุน : โครงสร้างต้นทุน ต้นทุนคงที่ ต้นทุนผันแปร สูงหรือต่ำกว่าคู่แข่ง 4. ขีดความสามารถ : จุดเด่น ความได้เปรียบ ความสามารถโดดเด่นเป็นพิเศษในเรื่องใด ในการกำหนดขอบเขตธุรกิจที่ดีจะต้องให้ความหมาย ความเข้าใจแก่ลูกค้า ผู้เกี่ยวข้อง ที่แสดงถึงโอกาสที่ผู้ประกอบการจะสามารถครอบครองความสำเร็จในอนาคตได้ ตัวอย่าง ธุรกิจ ขอบเขตธุรกิจ ปั๊มน้ำมัน ให้และขายบริการสินค้าอุปโภค บริโภคสำหรับคน และยานพาหนะ รถไฟ ให้และขายบริการรวมการขนส่งสิ่งมีชีวัติ และสิ่งไม่มีชีวัติ น้ำมัน เราให้บริการด้านพลังงาน
ถ่ายเอกสาร เราให้บริการด้านเอกสาร และอุปกรณ์สำนักงาน เครื่องปรับอากาศ เราให้บริการปรับอุณหภูมิ เครื่องสำอาง เราขายความหวังที่จะสวย อุปกรณ์ถ่ายรูป เราอยู่ในธุรกิจขายความทรงจำ ที่สำคัญ การกำหนดขอบเขตธุรกิจจะต้องไม่แคบเกินไป พลาดเป้า หรือกว้างเกินไป ตัวอย่าง ขอบเขตธุรกิจที่แคบเกินไป ร้านขายทองขายแต่ทองอย่างเดียว ทำให้เสียโอกาสในการทำกำไรจากการรับจำนองที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนทั้ง ดอกเบี้ยจากการขายทองและกำไรจากการขายทรัพย์หลุดจำนำ ขอบเขตธุรกิจที่กำหนดต้องไม่พลาดเป้า ผู้ประกอบการที่ขาดความรู้ความเข้าใจขีดความสามารถไม่เพียงพอ ไปประกอบธุรกิจผลิตทองรูปพรรณออกแบบหรูที่ต้องการการออกแบบและฝีมือที่ ประณีตและชำนาญ ราคาแพง ก็อาจพลาดเป้าเพราะขีดความสามารถยังไม่ถึงขั้นไม่อาจเทียบเคียงสู้คู่แข่ง ได้ ขอบเขตธุรกิจที่กำหนดไม่ควรกว้างเกินไป โดยการขยายขอบเขตธุรกิจถึงขั้นให้กู้ทั่วไปโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ด้วยเห็นตัวอย่างจากธุรกิจนอกธนาคารให้กู้โดยคิดดอกเบี้ยแพงแต่เงินต้นอาจ ไม่ได้รับคืน เนื่องจากขาดข้อมูลเช็คสอบสถานะทางการเงินและเครดิต ที่ธนาคารพาณิชย์สามารถเช็คสอบเครดิตทางการเงินลูกค้าได้ ข้อคิด : การกำหนดแผนธุรกิจ ต้องไม่แคบ หรือกว้างเกินไป โดยคำนึงถึงคุณค่า และขีดความสามารถที่ทำได้เหนือคู่แข่ง